<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" version="2.0">
  <channel>
    <title><![CDATA[BLOG]]></title>
    <link>https://www.tyi.co.th/blog/</link>
    <description><![CDATA[BLOG]]></description>
    <pubDate>Fri, 01 May 2026 23:52:08 +0000</pubDate>
    <generator>Zend_Feed</generator>
    <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
    <item>
      <title><![CDATA[แบรนด์เนอร์ไส้กรอง]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/NewsandEvent4/</link>
      <description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/_BC2022_resize_edit.jpg" />    <div class="widget-latest">
        <h2>Latest Posts</h2>
        <ul>
                            <li><a href="https://www.tyi.co.th/blog/NewsandEvent4/" >แบรนด์เนอร์ไส้กรอง</a></li>
                            <li><a href="https://www.tyi.co.th/blog/NewsandEvent3/" >สินค้ารวม</a></li>
                            <li><a href="https://www.tyi.co.th/blog/NewsandEvent2/" >ไส้กรอง BC</a></li>
                            <li><a href="https://www.tyi.co.th/blog/NewsandEvent1/" >Super DYCO</a></li>
                    </ul>
    </div>
</p>]]></description>
      <pubDate>Mon, 28 Feb 2022 03:31:31 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[เมื่อใดควรเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง (สายพานราวลิ้น)]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/ARTICLES10/</link>
      <description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size: large; font-family: 'arial black', 'avant garde';">เมื่อใดควรเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง (สายพานราวลิ้น) </span></strong><br /><span style="font-size: medium;">&bull; เปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง เมื่อครบระยะการเปลี่ยนตามคู่มือการซ่อมของรถยนต์รุ่นนั้นๆ กำหนดไว้ </span><br /><span style="font-size: medium;">&bull; เปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง เมื่อครบระยะการเปลี่ยนตามสเปคของ ยี่ห้อสายพานนั้นๆ กำหนดไว้ </span><br /><span style="font-size: medium;">&bull; เปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง เมื่อพบว่า สายพานไทม์มิ่ง อยู่ในสภาพผิดปกติ เช่น มีรอยแตกร้าว, มีรอยฉีกขาด, ถูกน้ำมัน หรือถูกสารเคมีใดๆ ที่จะมีผลต่ออายุการใช้งานได้ ฯลฯ</span></p>
<p><br /><br /><span style="font-size: large;"><strong><span style="font-family: 'arial black', 'avant garde';">หน้าที่ของสายพานไทม์มิ่ง </span></strong></span><br /><span style="font-size: medium;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สายพานไทม์มิ่ง หรือสายพานราวลิ้น มีหน้าที่ควบคุมการหมุนของ เพลาราวลิ้น กับเพลาข้อเหวี่ยง ให้เพลาหมุนไปพร้อมกัน และตำแหน่งตรงกันตลอด ซึ่งไม่ว่าจะหมุนเครื่องยนต์ไปกี่รอบก็ตาม ตำแหน่งมาร์คของเพลาราวลิ้น และมาร์คของเพลาข้อเหวี่ยง ก็จะอยู่ในตำแหน่งเดิมเสมอ สำหรับเครื่องยนต์บางรุ่น สายพานไทม์มิ่งจะควบคุมการหมุนของปั๊มน้ำระบบหล่อเย็น ด้วย และจะมีลูกรอกดันสายพานไทม์มิ่งเป็นตัวปรับตั้งความตึงของสานพานไทม์มิ่งให้อยู่ในระยะความตึงที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดการกระโดดของสายพานฯ กับเฟืองเพลาราวลิ้น และเฟืองเพลาข้อเหวี่ยง ขณะเครื่องยนต์ทำงานในรอบสูง </span><br /><span style="font-size: medium;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีระยะการเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่งอยู่ที่ 100,000 กม. และทุกระยะการเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง จะต้องเปลี่ยนลูกรอกสานพานไทม์มิ่งไปพร้อมกันด้วย </span><br /><br /><span style="font-size: large;"><strong>การเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่ง (สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า)</strong> </span><br /><span style="font-size: medium;">1. ใช้แม่แรงตะเข้ยกรถยนต์ให้ล้อหน้าให้ลอยขึ้นจากพื้นในระดับความสูงที่สามารถปฎิบัติงานได้ และใช้ขาตั้งยกรถ 3 ขารองค้ำใต้ท้องรถไว้ ถอดล้อหน้าด้านของหน้าเครื่องยนต์ออก </span><br /><span style="font-size: medium;">2. ถอดสานพานหน้าเครื่องทุกเส้นออก </span><br /><span style="font-size: medium;">3. หมุนเครื่องยนต์ตามทิศทางการทำงานของเครื่องยนต์ เพื่อให้ &ldquo;มาร์ค&rdquo; ที่มู่เลย์เพลาข้อเหวี่ยงตรงกับตำแหน่ง ศูนย์ตายบน (TDC = Top Dead Center) </span><br /><span style="font-size: medium;">4. ถอดสกรูยึดมู่เลย์เพลาข้อเหวี่ยงออก (โดยใช้บ๊อกซ์ลมยิงออก) </span><br /><span style="font-size: medium;">*ก่อนจะถอดมู่เลย์เพลาข้อเหวี่ยงออก ให้แน่ใจว่า มาร์คที่มู่เลย์เพลาข้อเหวี่ยงยังตรงกับตำแหน่ง ศูนย์ตายบน อยู่ </span><br /><span style="font-size: medium;">5. ถอดมู่เลย์เพลาข้อเหวี่ยงออก </span><br /><span style="font-size: medium;">6. ถอดฝาครอบด้านหน้าสานพานไทม์มิ่งออก </span><br /><span style="font-size: medium;">7. ตรวจสอบมาร์คที่เฟืองเพลาราวลิ้นว่า ตรงกับตำแหน่ง ศูนย์ตายบน (TDC = Top Dead Center) เช่นกัน </span><br /><span style="font-size: medium;">8. ถอดลูกรอกสานพานไทม์มิ่ง และสายพานไทม์มิ่งออก </span><br /><span style="font-size: medium;">9. ติดตั้งสานพานไทม์มิ่งใหม่ และลูกรอกสานพานไทม์มิ่ง โดยปรับระยะความตึงของสานพานไทม์มิ่งให้ถูกต้องตามสเปคของเครื่องยนต์รุ่นนั้นๆ และล็อคน็อตยึดลูกรอกฯ ให้แน่น </span><br /><span style="font-size: medium;">10. หมุนเครื่องยนต์ 2-3 รอบ โดยการใส่มู่เลย์เพลาข้อเหวี่ยง และสกรูยึดกลับเข้าที่ (ขันล็อคแน่นเบาๆ) ใช้ด้ามขันกรอกแกร๊ก และลูกบ๊อกซ์ ขันหมุนเครื่องยนต์ เพื่อตรวจสอบมาร์คตำแหน่ง ศูนย์ตายบน อีกครั้งว่าตรงหรือไม่ </span><br /><span style="font-size: medium;">11. ถอดมู่เลย์ออก ประกอบฝาครอบสานพานไทม์มิ่ง และมู่เลย์เพลาข้อเหวี่ยงกลับเข้าที่ ขันแน่นสกรูยึดมู่เลย์ฯ </span><br /><span style="font-size: medium;">12. ประกอบสานพานหน้าเครื่องกลับเข้าที่ </span><br /><span style="font-size: medium;">*ตรวจสอบสานพานหน้าเครื่อง อยู่ในสภาพปกติ หรือไม่ หากแตกร้าว-ฉีกขาดให้เปลี่ยนทันที </span><br /><span style="font-size: medium;">13. ประกอบล้อกลับเข้าที่ นำขาตั้งยกรถ 3 ขาออก</span></p>
<p><img height="700" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/_-2_2.jpg" width="700" /></p>
<p><img height="700" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/_-3.jpg" width="700" /></p>
<p><img height="700" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/_-4.jpg" width="700" /></p>]]></description>
      <pubDate>Thu, 10 Dec 2020 03:06:22 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[เมื่อใดควรเปลี่ยนกระบอกเบรค]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/ARTICLES9/</link>
      <description><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline; font-size: large; color: #000000;"><strong>เมื่อใดควรเปลี่ยนกระบอกเบรค </strong></span><br /><span style="font-size: medium;">&bull; เปลี่ยนกระบอกเบรค เมื่อพบว่า มีน้ำมันเบรครั่วซึมที่กระบอกเบรค </span><br /><span style="font-size: medium;">&bull; เปลี่ยนกระบอกเบรค เมื่อพบว่า ลูกสูบกระบอกเบรคติดขัด </span><br /><span style="font-size: medium;">&bull; เปลี่ยนกระบอกเบรค เมื่อพบว่า ยางกันฝุ่นกระบอกเบรคฉีกขาด หรือเสียรูปไม่อยู่ในตำแหน่งปกติ </span><br /><br /><span style="color: #000000;"><strong><span style="font-size: medium;">อายุการใช้งานของกระบอกเบรค</span> </strong></span><br /><span style="font-size: medium;">กระบอกเบรค มีอายุการใช้งานประมาณ 100,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น </span><br /><span style="font-size: medium;">&bull; การบรรทุกหนัก-เบรคบ่อย ทำให้ก้ามเบรค-จานดรัมเบรคมีอุณหภูมิสูงมาก </span><br /><span style="font-size: medium;">&bull; ขับด้วยความเร็วสูง และมีการเบรคบ่อยๆ ทำให้ก้ามเบรค-จานดรัมเบรคมีอุณหภูมิสูงมาก </span><br /><span style="font-size: medium;">&bull; น้ำมันเบรคหมดสภาพ ทำให้อุณหภูมิของน้ำมันเบรคสูงผิดปกติ และเกิดการขยายตัวของน้ำมันเบรค เป็นต้น </span><br /><span style="font-size: medium;">สาเหตุต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เป็นผลทำให้ซีลยางของกระบอกเบรคเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และเกิดการรั่วซึมของน้ำมันเบรคที่กระบอกเบรคในที่สุด</span> <br /><br /><span style="color: #000000;"><strong><span style="font-size: large;">การเปลี่ยนกระบอกเบรค ที่ดรัมเบรคหลัง</span></strong></span><br /><span style="font-size: medium;">1. ใช้แม่แรงตะเข้ยกด้านหลังรถยนต์ให้ลอยขึ้นจากพื้นในระดับความสูงที่สามารถปฎิบัติงานได้ นำขาตั้งรถยนต์ 3 ขา รองใต้รถแทนแม่แรงตะเข้</span><br /><span style="font-size: medium;"> 2. ถอดล้อออก ปรับลดระยะเบรคมือ ถอดจานดรัมเบรคออก </span><br /><span style="font-size: medium;">3. ถอดชุดก้ามเบรคออก ล้างทำความสะอาดชุดดรัมเบรค</span><br /><span style="font-size: medium;"> 4. เปลี่ยนกระบอกเบรค </span><br /><span style="font-size: medium;">5. ประกอบชุดก้ามเบรค, หล่อลื่นจุดขยับต่างๆ ของก้ามเบรคด้วยจารบี </span><br /><span style="font-size: medium;">6. ประกอบจานดรัมเบรค ปรับตั้งระยะเบรคมือ </span><br /><span style="font-size: medium;">7. ไล่ลมเบรค ที่หัวไล่ลมของกระบอกเบรค เช็คระดับน้ำมันเบรคที่กระปุกน้ำมันเบรค </span><br /><span style="font-size: medium;">8. ประกอบล้อ นำรถลงพื้น และทดสอบระบบเบรค </span><br /><span style="font-size: medium;">**<span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ</span> ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรคทั้งระบบ ทุกๆ 1 ปี โดยเลือกใช้น้ำมันเบรคเบอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน</span></p>
<p><img height="800" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/_-1.jpg" width="800" /></p>
<p><img height="800" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/_-2_1.jpg" width="800" /></p>]]></description>
      <pubDate>Tue, 24 Nov 2020 07:17:59 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[เมื่อใดควรเปลี่ยนหัวเพลาขับ]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/ARTICLES8/</link>
      <description><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: large;"><strong>เมื่อใดควรเปลี่ยนหัวเพลาขับ</strong></span></span></p>
<br /><br /><p><span style="font-size: medium;">&bull; เปลี่ยนหัวเพลาขับ เมื่อพบว่า ชุดลูกปืนภายในหัวเพลาเกิดระยะหลวม และมีเสียงดัง</span></p>
<br /><br /><p><span style="font-size: medium;">&bull; เปลี่ยนหัวเพลาขับ เมื่อยางหุ้มเพลาฉีกขาด และเกิดสนิทที่ชุดลูกปืนในหัวเพลามาก</span></p>
<br /><br /><p><p style="text-align: left;"><span style="font-size: large;">อายุการใช้งานของหัวเพลาขับ</span></p>
<br /><p><span style="font-size: medium;">โดยตามสภาพการใช้งานปกติ หัวเพลาขับอาจมีอายุการใช้งานยาวนานมาก หรือมากกว่า 100,000 กิโลเมตร โดยขึ้นอยู่กับ การใช้งาน เช่น ใช้งานในเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ, การบรรทุกหนัก, เกิดการสึกหรอของลูกปืนอันเนื่องมาจากยางหุ้มเพลาฉีกขาดเป็นระยะเวลานาน และอาจเกิดจากการถอด-ใส่หัวเพลาขับที่ไม่ถูกต้อง เป็นต้น</span></p>
<br /><p></p>
<br /><br /><p><p><span style="font-size: large;"><strong>การเปลี่ยนหัวเพลาขับ (กรณีเปลี่ยนหัวเพลาขับ ล้อหน้า)</strong></span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">1. ใช้แม่แรงตะเข้ยกด้านหน้ารถยนต์ให้ลอยขึ้นจากพื้นในระดับความสูงที่สามารถปฎิบัติงานได้</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">2. ถอดล้อออก ถอดคาลิเปอร์เบรค และผ้าเบรคออก</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">3. ถอดฝาปิดโบลท์ปลายหัวเพลาที่ดุมล้อออก (ถ้ามี) ถอดโบลท์หัวเพลาออก โดยใช้บ๊อกซ์ลม ใช้ค้อนตอกปลายหัวเพลาขับให้คลายความแน่นกับลูกปืนล้อ</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">4. ถอดจุดยึดชุดคอม้าของดุมล้อออก (สามารถถอดจุดยึดคอม้าด้านบน หรือด้านล่าง ก็ได้ ตามความสะดวกในการถอดของรถแต่ละรุ่น) เพื่อให้สามารถถ่างชุดคอม้าดุมล้อออก และถอดหัวเพลาขับออกได้</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">5. เมื่อถอดปลายหัวเพลาออกจากชุดดุมล้อได้แล้ว ใช้ไขควงแบน หรือเครื่องมืองัดหัวเพลาขับด้านใน ออกจากเกียร์ และนำชุดเพลาขับทั้งเส้น ออก</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">6. ถอดยางหุ้มเพลาออก และดำเนินการถอดหัวเพลาขับ</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">- การถอดหัวเพลาขับด้านใน สามารถสไลด์เสื้อหัวเพลาออกได้เลย และถอดแหวนล๊อคที่แกนเพลาขับออก เพื่อถอดแกนในลูกปืนหัวเพลา (แกนสามแฉก) ออกจากแกนเพลาขับ</span></p>
<p><p><span style="font-size: medium;">- การถอดหัวเพลาขับด้านนอก ไม่ สามารถสไลด์เสื้อหัวเพลาออกได้ จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการกดหัวเพลาขับออกจากแกนเพลาขับ หรือถ้าไม่มีเครื่องมือพิเศษในการถอด จะต้องใช้ค้อนตอกหัวเพลาออกจากแกนเพลาขับ เนื่องจากหัวเพลาด้านนอก ไม่ สามารถแยกลูกปืนออกมาได้แบบหัวเพลาด้านใน ซึ่งการใช้ค้อนในการตอกหัวเพลาออก อาจสร้างความเสียหายให้กับหัวเพลา หรือแกนเพลาขับได้</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">7. การติดตั้งหัวเพลาขับ ให้รอยเหล็กรัดเล็ก และยางหุ้มเพลา เข้าไปที่แกนเพลาขับก่อน</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">- การติดตั้งหัวเพลาขับด้านใน ให้ใส่แกนในลูกปืนหัวเพลา (แกนสามแฉก) และใส่แหวนล๊อคกับแกนเพลาขับ ใส่ลูกปืน 3 ตับ เข้าที่แกนของแกนในลูกปืนหัวเพลา ติดตั้งเสื้อหัวเพลา และบีบจารบีเข้าไปในหัวเพลา (จารบีให้มาในชุดหัวเพลาขับ) ใส่ยางหุ้มเพลาเข้าที่ และใส่เหล็กรัดเล็ก-ใหญ่ยางหุ้มเพลาขับ บีบให้แน่น</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">- การติดตั้งหัวเพลาขับด้านนอก ดำเนินการเปลี่ยนแหวนล๊อคที่ปลายแกนเพลาขับ ติดตั้งหัวเพลาเข้าที่แกนเพลาขับ โดยใช้เครื่องมือกดหัวเพลา หรือแทนอัดไฮดรอลิค ในการกดหัวเพลาเข้ากับแกนเพลาขับ และบีบจารบีเข้าไปในหัวเพลา (จารบีให้มาในชุดหัวเพลาขับ) ใส่ยางหุ้มเพลาเข้าที่ และใส่เหล็กรัดเล็ก-ใหญ่ยางหุ้มเพลาขับ บีบให้แน่น</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">8. ก่อนประกอบชุดเพลาขับกลับเข้ากับเกียร์ ควรตรวจสอบ หรือเปลี่ยนใหม่ แหวนล๊อคที่ปลายหัวเพลาขับใน</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;">9. ประกอบชุดเพลาขับเข้าที่ และดำเนินการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ โดยย้อนกลับจากขั้นตอนการถอดให้เรียบร้อย (ข้อที่ 4 ไป 1)</span></p>
<br /><p><p><span style="font-size: medium;"><strong>**</strong><span style="text-decoration: underline;"><br /><strong>หมายเหตุ</strong></span> การถอดใส่เพลาขับ จะต้องดำเนินการเช็คปรับตั้งศูนย์ล้อทุกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><img height="500" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/GSP.jpg" width="500" /></span></p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 28 Oct 2020 07:29:00 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[เมื่อใดควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/ARTICLES7/</link>
      <description><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-size: large;"><strong>เมื่อใดควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง</strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: medium;">&nbsp;&bull; เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง <strong>&ldquo;ทุกครั้ง&rdquo;</strong> ที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง <br />&bull; เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เมื่อครบระยะการเปลี่ยน ตามสเปคของกรองน้ำมันเครื่องยี่ห้อนั้นๆ <br />&bull; เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เมื่อพบว่า รูปทรงภายนอกของกรองน้ำมันเครื่อง บุบ, บวม, เสียรูป ฯลฯ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม <br /><br /><strong>หน้าที่การทำงานของไส้กรองน้ำมันเครื่อง<br /></strong>&nbsp; &nbsp; ไส้กรองน้ำมันเครื่อง มีหน้าที่ ดักจับสิ่งสกปรกที่ปะปนอยู่กับน้ำมันเครื่องภายในเครื่องยนต์ เช่น ฝุ่นผง, เขม่าจากการเผาไหม้, และเศษโลหะเล็กๆ จากการเสียดสีของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ โดยน้ำมันเครื่องที่ไหลเวียนภายในเครื่องยนต์จะชะล้างนำพาเศษสิ่งสกปรกเหล่านี้ ให้ไหลผ่านกรองน้ำมันเครื่อง เพื่อให้กรองน้ำมันเครื่องทำหน้าที่ดักจับเศษสิ่งสกปรกไว้ที่กรองน้ำมันเครื่อง ไม่ให้เศษสิ่งสกปรกไหลกลับเข้าไปทำความเสียหายให้กับชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์อีก <br />สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอย่างมาก คือ การเลือกใช้ไส้กรองน้ำมันเครื่องที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ <br />&nbsp; &nbsp; - กรองน้ำมันเครื่อง ที่ใช้กระดาษกรองที่มีคุณภาพมาตรฐาน และมีมาตรฐานในการพับกระดาษกรอง เพื่อประสิทธิภาพการกรอง โดยกระดาษกรองจะไม่เปื่อยยุ่ยก่อนครบระยะการเปลี่ยน และมีอายุการใช้งานได้ตามสเปคที่กำหนดไว้จริง <br />&nbsp; &nbsp; - กรองน้ำมันเครื่อง ที่มี เซฟตี้ วาล์ว (Safety Valve) เพื่อป้องกันเครื่องยนต์เสียหายจากการขาดน้ำมันไปหล่อเลี้ยง จากปัญหากรณี &ldquo;ไส้กรองอุดตัน&rdquo; หรือ น้ำมันไหลผ่านไม่ทัน วาล์วจะเปิดให้น้ำมันเครื่องไหลผ่านได้โดยตรง โดยที่ไม่ผ่านกระดาษกรอง<br />&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;**ดังเช่น กรองน้ำมันเครื่อง <strong>BC (Black Clubs)</strong> ที่มีมาตรฐานดีเยี่ยมตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีซีลยางป้องกันน้ำมันไม่ให้ไหลย้อนกลับออกจากกรองน้ำมันเครื่องหลังดับเครื่องยนต์แล้วด้วย เพื่อให้ทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์จะมีน้ำมันเครื่องขึ้นไปหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเครื่องยนต์จะสึกหรอมากในช่วงเริ่มติดเครื่องยนต์ครั้งแรก หลังดับเครื่องยนต์ไปแล้วเป็นระยะเวลานานๆ <br /><br /><strong>อายุการใช้งานของไส้กรองน้ำมันเครื่อง BC (Black Clubs)<br /></strong> กรองน้ำมันเครื่อง BC มาตรฐานตาม OEM มีอายุการใช้งานได้ถึง 10,000 กิโลเมตร เพื่อสามารถรองรับตามระยะการเปลี่ยนของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% (Fully synthetic) ได้ ซึ่งมีระยะการเปลี่ยนที่ทุกๆ 10,0000 กิโลเมตร โดยไส้กรองยังคงประสิทธิภาพการกรองได้อย่างต่อเนื่องจนถึงระยะการเปลี่ยนที่ 10,000 กิโลเมตร <span style="text-decoration: underline;"><strong><br /><br />การเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง</strong></span><br />&nbsp; &nbsp; &nbsp; ใช้แม่แรงตะเข้ยกรถยนต์ให้ลอยขึ้นจากพื้นในระดับความสูงที่สามารถปฎิบัติงานได้ และใช้ขาตั้งยกรถ 3 ขา รองที่จุดยกใต้ท้องรถทั้ง 2 ข้าง เปิดฝาเติมน้ำมันเครื่อง (เพื่อช่วยให้น้ำมันที่ถ่ายออกไหลได้สะดวกรวดเร็ว) นำถาดรองถ่ายน้ำมันมารองใต้บริเวณสกรูถ่ายน้ำมันเครื่อง ถอดสกรูถ่ายน้ำมันฯ ปล่อยให้น้ำมันไหลลงถาดรองถ่ายจนหมด เปลี่ยนแหวนสกรูถ่ายใหม่ ใส่สกรูถ่ายกลับขันให้แน่น ถอดเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องโดยใช้ตัวถอดไส้กรอง เช็ดทำความสะอาดหน้าแปลนยึดไส้กรองน้ำมันฯ ที่เครื่องยนต์ ใส่ไส้กรองน้ำมันเครื่องใหม่ *โดยก่อนการใส่ไส้กรองน้ำมันเครื่องให้ตรวจสอบโอริงของไส้กรองฯ ให้อยู่ในร่องยึด และไม่มีสิ่งสกปรกที่โอริง (ซึ่งจะเป็นสาเหตุของการรั่วซึมหลังติดตั้ง และใช้งานภายหลังได้) ใช้น้ำมันเครื่องทาเล็กน้อยที่โอริงโดยรอบ (เพื่อป้องกันการฉีกขาดจากการเสียดสีขณะขันเข้า) ขันไส้กรองน้ำมันเครื่องเข้าด้วยมือให้แน่น (ควรทำความสะอาดมือ และไส้กรอง ไม่ให้ลื่นขณะขันเข้า เพื่อสามารถขันเข้าได้แน่น) เติมน้ำมันเครื่องใหม่ตามปริมาณของสเปคเครื่องยนต์ ปิดฝาเติมน้ำมันเครื่อง สตาร์ทเครื่องยนต์ติดเครื่องประมาณ 5-10 วินาที แล้วดับเครื่อง เช็ค-เติมระดับน้ำมันเครื่องที่เหล็กวัดระดับน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง นำรถลงจากขาตั้งยกรถ 3 ขา จดบันทึกระยะทาง-วันที่ในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง</span></p>
<p><img alt="" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/file_6.jpg" /></p>]]></description>
      <pubDate>Sat, 12 Sep 2020 02:35:33 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[เมื่อใดควรเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ (Cabin Air Filter)]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/ARTICLES6/</link>
      <description><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: large; font-family: 'arial black', 'avant garde';">เมื่อใดควรเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ (Cabin Air Filter) </span></strong></span><br /><span style="font-size: medium; color: #000000;">&bull; เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ เมื่อพบว่ามีสิ่งสกปรกอุดตันฝังแน่น ทำให้แรงลมระบบแอร์รถยนต์ไม่เป็นปกติ </span><br /><span style="font-size: medium; color: #000000;">&bull; เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ เมื่อพบว่ากระดาษไส้กรองฯ เปียกน้ำ หรือของเหลวใดๆ เป็นผลให้อากาศไหลผ่านไม่สะดวก หรือไม่สามารถไหลผ่านได้ </span><br /><span style="font-size: medium; color: #00ccff;"><span style="color: #000000;">&bull; เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ เมื่อโครงสร้างเสียรูปทรง เป็นผลให้ไม่สามารถกรองฝุ่นละอองได้ตามปกติ</span> </span><br /><br /><span style="font-size: medium;"><strong><span style="color: #0000ff;">หน้าที่การทำงานของไส้กรองแอร์รถยนต์ (Cabin Air Filter)</span> </strong></span><br /><span style="color: #00ccff; font-size: medium;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="color: #000000;">ไส้กรองแอร์รถยนต์ มีหน้าที่ กรองฝุ่นละอองสิ่งสกปรกของอากาศภายในห้องโดยสารรถยนต์ เพื่อดักจับฝุ่นละอองในอากาศก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ระบบแอร์รถยนต์ เป็นการลด และป้องกันสิ่งสกปรกที่จะเข้าไปสะสมอยู่ในตู้แอร์รถยนต์ นั้นก็คือ แผงคอยล์เย็น (Evaporator) ซึ่งเป็นการยืดอายุการใช้งานของ คอยล์เย็น (Evaporator) ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น เพราะหากคอยล์เย็นรั่ว หรือสิ่งสกปรกอุดตันฝังแน่นที่คอยล์เย็นมากๆ จะไม่สามารถแก้ไขได้ จะต้องเปลี่ยนคอยล์เย็นใหม่ ซึ่งก็จะทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนที่ค่อนข้างสูงมาก </span></span><br /><span style="color: #000000;"><span style="font-size: medium;">*โดยสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ การเลือกใช้ไส้กรองแอร์รถยนต์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน มีคุณภาพการกรองสิ่งสกปรก และฝุ่นละอองเล็กๆ ได้ดี แต่ไม่ส่งผลทำให้แรงลมของแอร์เบาเกินไป</span> </span><br /><br /><strong><span style="color: #0000ff; font-size: medium;">อายุการใช้งานของไส้กรองแอร์รถยนต์ (Cabin Air Filter) </span></strong><br /><span style="color: #00ccff; font-size: medium;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="color: #000000;">       อายุการใช้งานของไส้กรองแอร์รถยนต์ โดยปกติแล้วจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 10,000-15,000 กิโลเมตร หรือ ประมาณ 4-6 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของฝุ่นละอองของอากาศภายในห้องโดยสารของรถยนต์แต่ละคันด้วย</span> </span><br /><br /><span style="color: #00ccff; font-size: medium;"><span style="color: #0000ff;"><strong>ประเภทของไส้กรองแอร์รถยนต์ (Cabin Air Filter)</strong></span></span></p>
<p><span style="color: #00ccff; font-size: medium;"><span style="color: #000000;">แบ่งตามประเภท ดังนี้ &bull; ไส้กรองแอร์รถยนต์ แบบกระดาษมาตรฐาน เป็นกระดาษตามมาตรฐานกรองสิ่งสกปรก และฝุ่นละอองเท่านั้น </span></span><br /><span style="color: #00ccff; font-size: medium;"><span style="color: #000000;">&bull; ไส้กรองแอร์รถยนต์ แบบกระดาษคาร์บอน ซึ่งจะช่วยกรองสิ่งสกปรก-ฝุ่นละออง และดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วย</span> </span><br /><br /><strong><span style="color: #0000ff; font-size: medium;">ข้อแนะนำในการเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ (Cabin Air Filter) </span></strong><br />&nbsp; &nbsp; &nbsp; <span style="color: #00ccff; font-size: medium;">&nbsp;<span style="color: #000000;">เมื่อพบอาการลมแอร์ออกน้อยลงจากปกติ และตรวจเช็คไส้กรองแอร์ มีสิ่งสกปรกสะสมหนาแน่น อุดตัน และมีอายุการใช้งานอยู่ในระยะที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ให้ทำการเปลี่ยนไส้กรองแอร์ใหม่ทันที โดยในขั้นตอนการใส่ต้องให้แน่ใจว่า ได้ใส่ไส้กรองแอร์ด้านที่ถูกต้อง ตามการไหลของอากาศผ่านไส้กรองแอร์แล้ว เพราะไส้กรองแอร์มาตรฐาน จะมีลูกศรบอกทิศทางการไหลผ่านของอากาศไว้ด้วย เพื่อประสิทธิภาพการกรองฝุ่นละอองที่ดีที่สุด </span></span><br /><span style="color: #000000; font-size: medium;">**ไม่แนะนำให้ใช้ลมที่มีความแรง เป่าทำความสะอาดไส้กรองแอร์ เพราะลมที่มีความแรง จะทำให้กระดาษไส้กรองแอร์ เกิดช่องว่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นผลให้ประสิทธิภาพการกรองฝุ่นละอองลดลง **และไม่แนะนำให้ล้างทำความสะอาดไส้กรองแอร์ด้วยของเหลวทุกชนิด เพราะจะทำให้กระดาษกรองยุบตัว มีความหนาแน่นมากขึ้น และจะทำให้การเรียงตัวของกระดาษกรองไม่เป็นไปตามมาตฐานเดิม ซึ่งจะเป็นผลให้ประสิทธิภาพการกรองฝุ่นละอองลดลง</span></p>
<p><img alt="" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/_1.jpg" /></p>]]></description>
      <pubDate>Sat, 18 Jul 2020 05:11:47 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ระบบช่วงล่างรถยนต์  มีผลกับมุมของล้ออย่างไร]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/ARTICLES5/</link>
      <description><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline; font-size: large; color: #008000;"><strong>ระบบช่วงล่างรถยนต์ มีผลกับมุมของล้ออย่างไร </strong></span></p>
<br><p></p>
<br><p></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="text-decoration: underline; color: #000000;"> <span style="text-decoration: underline;">ระบบช่วงล่างรถยนต์ หรือ ระบบรองรับน้ำหนักรถยนต์</span></span></strong><br /></span></p>
<p></p>
<br><p><span style="color: #000000; font-size: medium;"> มีความสำคัญ และส่งผลกระทบต่อการขับขี่อย่างมาก หากชิ้นส่วนช่วงล่างอยู่ในสภาพชำรุด-หลวม เช่น บูชยางปีกนกบน หรือล่าง ฉีกขาด, ลูกปืนล้อ หลวม, ลูกหมากปีกนกบน-ล่าง หลวม, ลูกหมากคันชัก/คันส่ง หลวม, โช๊คอัพทำงานไม่ปกติ เป็นต้น</span></p>
<p></p>
<br><p><span style="font-size: medium; color: #000000;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความบกพร่องของชิ้นส่วนต่างๆ เหล่านี้ จะส่งผลให้ล้อนั้นๆ มีค่าองศาของมุมล้อไม่ตรงตามที่ได้ปรับตั้งไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดอาการผิดปกติขณะขับขี่ เช่น เกิดเสียงดังจากช่วงล่างที่หลวม, รถมีอาการกินซ้าย-กินขวา, รถมีอาการโคลงผิดปกติ ไม่เกาะถนน, พวงมาลัยมีระยะฟรีมากผิดปกติ เป็นต้น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบระบบช่วงล่างอย่างสม่ำเสมอ</span></p>
<p></p>
<br><p><span style="font-size: medium; color: #000000;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &ldquo;ลูกหมากคันชัก/คันส่ง&rdquo; ของระบบบังคับเลี้ยว หากเกิดการหลวม จะทำให้ มุม Toe-in, Toe-out ของล้อหน้าผิดปกติ และมีอาการผิดปกติกับการขับขี่ได้อย่างชัดเจนมาก เช่น พวงมาลัยไม่ตรงขณะขับทางตรง, รถมีอาการกินซ้าย หรือกินขวา เป็นต้น </span></p>
<br><p></p>
<br><p><span style="text-decoration: underline; color: #000000;"><span style="font-size: large;"><strong>วิธีตรวจสอบการหลวมของลูกหมากคันชัก/คันส่ง</strong></span></span></p>
<br><p></p>
<br><p><span style="font-size: medium; color: #000000;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ควรตรวจสอบประจำทุกๆ ระยะ 5,000-10,000 กม. ยกรถขึ้นให้ล้อหน้า 2 ข้าง ลอยจากพื้น (ใช้แม่แรงตะเข้ยก หรือใช้ลิฟท์ยกรถยก ก็ได้) ใช้มือทั้งสองจับที่แก้มยางของล้อ มือหนึ่งที่ตำแน่ง 9 นาฬิกา และอีกมือหนึ่งที่ 3 นาฬิกา ออกแรงผลักสลับกันซ้าย และขวา เพื่อตรวจสอบการหลวมของลูกหมากคันชัก/คันส่ง </span></p><p></p>
<p></p>
<br><p></p>
<br><p><span style="font-size: medium; color: #000000;">**เมื่อเปลี่ยนลูกหมากคันชัก/คันส่งใหม่ ต้องทำการปรับตั้งศูนย์ล้อหน้าทุกครั้ง </span></p>
<br><p></p>
<p></p>
<p></p>
<p><span style="font-size: small;">เครดิตรูปจาก www.autospinn.com ครับ https://www.autospinn.com/2019/10/jet-ball-joints-74896 </span></p>
<p><img height="1200" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/file_5.jpg" style="float: left;" width="1200" /></p>]]></description>
      <pubDate>Mon, 06 Jul 2020 08:39:55 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[เมื่อใดควรเปลี่ยนโช๊คอัพ]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/ARTICLES4/</link>
      <description><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: large; color: #ff0000; text-decoration: underline;">เมื่อใดควรเปลี่ยนโช๊คอัพ</span></strong></span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"<br>&bull;เปลี่ยนโช๊คอัพ เมื่อพบว่าการยุบตัว-ยืดตัวขณะขับไม่เป็นปกติ </span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"<br>&bull; เปลี่ยนโช๊คอัพ เมื่อมีการรั่วซึมของน้ำมันออกจากกระบอกโช๊คอัพ </span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"<br>&bull; เปลี่ยนโช๊คอัพ เมื่อมีเสียงดังที่โช๊คอัพ </span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"<br>&bull; เปลี่ยนโช๊คอัพ เมื่อโครงสร้างเสียรูป เป็นผลให้การทำงานผิดปกติ</span></p>
<br><p><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: medium;"><br>หน้าที่การทำงานของโช๊คอัพ</span></span></strong></p>
<p><span style="font-size: medium;"><br>โช๊คอัพเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญของระบบรองรับน้ำหนักรถยนต์ โช๊คอัพไม่ได้ทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุก แต่เป็นตัวหน่วงการเต้นของล้อ เพื่อให้ล้อสัมผัสกับพื้นถนนขณะรถวิ่งตลอดเวลา ควรหลีกเลี่ยงสภาพถนนที่มีสภาพไม่ดี การขับรถตกหลุมแรงๆ หรือขับด้วยความเร็วผ่านลูกระนาด จะทำให้อายุการใช้งานของโช๊คอัพสั้นลง</span></p>
<br><p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: medium;"><br>อายุการใช้งานของโช้คอัพ</span></strong></span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><br>อายุการใช้งานของโช้คอัพขึ้นอยู่กับ การใช้งานและวิธีการติดตั้งที่สมบูรณ์และถูกต้อง โดยปกติแล้วจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 50,000-100,000 กิโลเมตร หรือ 3 ปี</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"></span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><br>ประเภทของโช๊คอัพ</strong></span> แบ่งตามประเภท ดังนี้</span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"<br>&bull; โช๊คอัพน้ำมัน จะบรรจุน้ำมันไฮดรอลิก เป็นตัวกลางในการทำงานเพียงอย่างเดียว</span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"<br>&bull; โช๊คอัพแก๊ส จะบรรจุน้ำมันไฮดรอลิก และแก๊สไนโตรเจนเข้าไปภายในกระบอกโช๊คอัพ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"></span></p>
<br><p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: medium;"><br>วิธีตรวจสอบการชำรุดของโช้คอัพ</span></strong></span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"><br>1. การสังเกตจากสภาพภายนอก เช่น สังเกตการรั่วซึมของน้ำมันออกจากกระบอกโช๊คอัพ, สังเกตจากสภาพการสึกของดอกยาง, สังเกตอาการที่รู้สึกจากการขับที่ ไม่นิ่มนวล หรือมีอาการโคลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากโช้คอัพ เป็นต้น</span></p>
<br><p><span style="font-size: medium;"><br>2. การตรวจสอบการทำงานของโช๊คอัพ โดยการจอดรถยนต์นิ่งๆ ใช้น้ำหนักตัวคนขย่มลงบนตัวถังรถ ที่โช๊คอัพด้านที่ต้องการตรวจสอบ ขย่มลงไปประมาณ 5 ครั้งและปล่อย **ถ้าตัวรถขยับขึ้นลงต่ออีกแค่ 1-3 ครั้ง แสดงว่าโช๊คอัพปกติ **แต่ถ้าตัวรถขยับขึ้นลงมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป แสดงว่า โช้คอัพเสื่อมสภาพแล้ว **แต่หากไม่สามารถขย่มรถลงได้เลย เรียกว่า โช๊คอัพตาย ไม่สามารถยุบตัวได้ตามปกติ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"></span></p>
<br><p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: medium;"><br>ข้อแนะนำเมื่อเปลี่ยนโช๊คอัพ</span></strong></span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><br>หลังการติดตั้งโช้คอัพใหม่ๆ ควรขับรถบนทางเรียบประมาณ 300-500 กิโลเมตรก่อน เพื่อเป็นการวอร์มโช๊คอัพ และหลังการติดตั้งโช้คอัพใหม่ต้องตรวจสอบปรับตั้งศูนย์ล้อด้วยทุกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><br>สำหรับการเลือกใช้โช้คอัพ ควรจะคำนึงถึงความปลอดภัยตามการใช้งาน ความเหมาะสมกับการใช้งาน เพราะการเลือกใช้โช๊คอัพที่ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลในการขับขี่มาก จะมีผลทำให้การยึดเกาะถนนอาจลดน้อยลง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><img height="800" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/_-2.jpg" width="800" /></span></p>]]></description>
      <pubDate>Mon, 22 Jun 2020 03:58:28 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[สินค้ารวม]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/NewsandEvent3/</link>
      <description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/Article/Untitled_Panorama1-1366x395.png" /> Pellentesque interdum malesuada mauris ac malesu ada. Aliquam elit sem, vulputate nec sapien vitae, rhoncus eleifend nunc. Donec eleifend arcu sit amet arcu feugiat mattis.</p>]]></description>
      <pubDate>Tue, 02 Apr 2019 05:33:09 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ไส้กรอง BC]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/NewsandEvent2/</link>
      <description><![CDATA[<img src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/Article/Cutout3x1-00-BC-1366x395.jpg" alt="" />
Pellentesque interdum malesuada mauris ac malesu ada. Aliquam elit sem, vulputate nec sapien vitae, rhoncus eleifend nunc. Donec eleifend arcu sit amet arcu feugiat mattis.]]></description>
      <pubDate>Tue, 02 Apr 2019 05:29:49 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[Super DYCO]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/NewsandEvent1/</link>
      <description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/Article/Cutout3x1-00-SuperDYCO-1366x395.jpg" /> Pellentesque interdum malesuada mauris ac malesu ada. Aliquam elit sem, vulputate nec sapien vitae, rhoncus eleifend nunc. Donec eleifend arcu sit amet arcu feugiat mattis.</p>]]></description>
      <pubDate>Tue, 02 Apr 2019 05:27:36 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[NGK G-Power บรรจุภัณฑ์ใหม่]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/Articles3/</link>
      <description><![CDATA[<img src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/Article/__G-Power_.jpg" alt="" />

<img src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/Article/__G-Power_2.jpg" alt="" />
"บริษัท สยามเอ็นจีเคสปาร์คปลั๊ก จำกัด

ได้ทำการ เปลี่ยน บรรจุภัณฑ์ ของสินค้าNGK G-POWER
ทางบริษัทไทยยางอินเตอร์โอโต้เทรด จำกัด จะเริ่มจำหน่าย 
บรรจุภัณฑ์ใหม่นี้ตั้ง แต่ วันที่ 1/6/58 เป็นต้นไป

ทางบริษัทไทยยางฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น กับหัวเทียนที่ไม่ได้จัดจำหน่ายโดยบริษัทไทยยางฯ

โปรดซื้อหัวเทียน กับ ตัวแทนจำหน่าย ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ หรือ ร้านค้าที่น่าเชื่อถือ เท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โทร : 02-2258060-4"]]></description>
      <pubDate>Tue, 02 Apr 2019 05:23:23 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[คำเตือน!!! ระวังหัวเทียนปลอม ดูยังไง?]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/Articles2/</link>
      <description><![CDATA[<img src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/Article/P169-170.jpg" alt="" />
"คำเตือน!!! ระวังหัวเทียนปลอม ดูยังไง?
สินค้าที่ดีมีคุณภาพ และ เป็นที่ต้องการของตลาดมาก ย่อมอาจเสี่ยงต่อการปลอมแปลงได้สูง 

วันนี้เราจึงนำเสนอ วิธี การดูของแท้ หรือ ของปลอมเบื้องต้น ของสินค้าหัวเทียน NGK ค่ะ

เพราะหากลูกค้าไปเจอหัวเทียนปลอมเข้า อาจจะส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์ของรถ เราได้ค่ะ

ซึ่งผลกระทบนี้คงไม่คุ้มค่า ซ่อมค่าเสียหาย ที่เกิดจากการใช้ของปลอมแน่ๆค่ะ

credit : http://www.siamngk.co.th

บริษัทไทยยางอินเตอร์ โอโต้เทรด จำกัด

ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจาก บริษัท สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก จำกัด

จึงมั่นใจได้ว่า หัวเทียนที่ จำหน่ายจากเรา เป็นของแท้ 100% และ หากมีปัญหาจากการใช้งาน

เราพร้อมที่จะเข้าไปดูแล และ ให้คำปรึกษา ลูกค้าทุกรายค่ะ

โทร : 02-2258060-4"]]></description>
      <pubDate>Tue, 02 Apr 2019 05:16:51 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[พิสูจน์กันชัดๆ คุณภาพไส้กรองทั่วไป เป็นอย่างไร?]]></title>
      <link>https://www.tyi.co.th/blog/articles1/</link>
      <description><![CDATA[<img src="https://www.tyi.co.th/media/wysiwyg/Article/P15-16.jpg" alt="" />
"ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ถือเป็นส่วนสำคัญในเครื่องยนต์ของรถทุกคัน เพราะมีหน้าที่ กรองสิ่งสกปรก หรือ สิ่งแปลกปลอม ที่เกิดจากการ ทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ไม่ติดขัด ยืดอายุชิ้นส่วนต่างๆภายใน ไส้กรองที่ดี จะช่วยทำให้เครื่องยนต์ ยืดอายุการใช้งาน คงทน ทำงานราบลื่นไม่กระตุก และ ประหยัดน้ำมันอีกด้วย 

*ผลการทำสอบนี้ ทำการเปรียบเทียบ ระหว่างไส้กรอง ตรา BC และ ไส้กรองยี่ห้ออื่นทั่วไปในตลาด ทดสอบที่ THAIYANG LAB วันที่ 25/10/2556 
เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง พร้อม ไส้กรองเครื่อง ทุกๆ 5,000 หรือ 10,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ประเภทน้ำมันที่ใช้) ก่อนจะเปลี่ยนไส้กรองทุกครั้ง โปรดนึกถึงไส้กรองตรา BC (แบล๊คคลับ)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : 02-2258060-4"
]]></description>
      <pubDate>Mon, 24 Sep 2018 02:46:42 +0000</pubDate>
    </item>
  </channel>
</rss>
